
07.00 คณะพร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ เคาน์เตอร์สายการบิน Turkist Airline แถว M/N ประตู 8 โดยมี เจ้าหน้าที่จากท่านบริษัททัวร์...คอยอำนวยความสะดวก
10.00 ออกเดินทางสู่ อิสตันบูล โดยสายการบินเตอร์กิส แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ TK065
17.00 ถึงสนามบินอิสตันบูล หลังจากผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง และศุลกากรเรียบร้อยแล้ว(รอเปลี่ยนเที่ยวบิน)
......... ออกเดินทางสู่สนามบินไคเซอร์รี่ โดยสายการบิน เที่ยวบินที่ TK…..
......... เดินทางถึงสนามบินไคเซอร์รี่ / นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
พักที่: UCHISAR KAYA HOTEL / นำท่านเข้าสู่ที่พักโรงแรมสไตลถ้ำ !! CAPPADOCIA หรือที่พักระดับใกล้เคียง
หมายเหตุ: กรณีห้องพักโรงแรมถ้ำเต็ม บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนเป็นโรงแรมเทียบเท่าระดับเดียวกันแทน
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
นำท่านชม “เมืองคัปปาโดเกีย” (CAPPADOCIA) เมืองที่มีลักษณะภูมิประเทศสวยงามและเป็นดินแดนที่มีภูมิประเทศอันน่าอัศจรรย์ คัปปาโดเกีย ซึ่งมีภูมิประเทศประหลาดแปลกตาน่าพิศวง ที่เต็มไปด้วยหินรูป แท่ง กรวย ปล่อง กระโจม โดม และอีกสารพัดรูปทรง ดูประหนึ่งดินแดนในเทพนิยายจนผู้คนในพื้นที่เรียกขานกันว่า ปล่องไฟนางฟ้า ในปีค.ศ. 1985 ยูเนสโกได้ประกาศให้พื้นที่มหัศจรรย์แห่งนี้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมแห่งแรกของตุรกี เดินทางสู่เขต “ไคมัคลี” (KAYMAKLI) นำท่านเข้าชม “นครใต้ดิน” (KAYMAKLI UNDERGROUND CITY) เมืองใต้ดินโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเมืองใต้ดินของตุรกีมีอยู่หลายแห่ง แต่ละแห่งมีอุโมงค์เชื่อมต่อถึงกัน เป็นสถานที่ที่ผู้นับถือศาสนาคริสต์ใช้หลบภัยชาวโรมันที่ต้องการทำลายร้างพวกนับถือศาสนาคริสต์ เมืองใต้ดินที่มีขนาดใหญ่ แต่ละชั้นมีความกว้างและสูงขนาดเท่าเรายืนได้ ทำเป็นห้อง ๆ มีทั้งห้องครัวห้องหมักไวน์ มีโบสถ์ ห้องโถงสำหรับใช้ประชุม มีบ่อน้ำและระบบระบายอากาศที่ดี แต่อากาศค่อนข้างบางเบาเพราะอยู่ลึกและทางเดินบางช่วงค่อนข้างแคบจนเดินสวนกันไม่ได้ นำชม “พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอ เรเม่” (GOREME OPEN AIR MUSEUM) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์ในช่วง ค.ศ. 9 ซึ่งเป็นความคิดของชาว คริสต์ที่ต้องการเผยแพร่ศาสนาโดยการขุดถ้ำเป็นจำนวนมากเพื่อสร้างโบสถ์และยังเป็นการป้องกันการรุกรานของชนเผ่าลัทธิอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับศาสนาคริสต์ นำท่านสู่ “อุชิซาร์” (UCHISAR) หนึ่งในความมหัศจรรย์ของคัปปาโดเกีย หุบเขาอุซิซาร์ หุบเขาคล้ายจอมปลวกขนาดใหญ่ ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งหุบเขาดังกล่าวมีรูพรุน มีรอยเจาะ รอยขุด เหมือนรวงผึ้ง อันเกิดจากฝีมือมนุษย์ไปเกือบทั่วทั้งภูเขา เพื่อเอาไว้เป็นที่อาศัย อุซิซาร์ คือ บริเวณที่สูงที่สุดของบริเวณโดยรอบ ในอดีตอุซิซาร์ มีไว้ทำหน้าที่เป็นป้อมปราการที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเอาไว้สอดส่องข้าศึกยามมีภัยอีกด้วย นำท่านชมความงดงาม RED VALLEY ผาหินสีขาวอมชมพูอมแดง ทิวทัศน์อันตระการตา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหุบเขาคู่กันได้รับการยอมรับว่าเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่งดงามที่สุดในคัปปาโดเกีย
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง (เมนูพิเศษ!!! เคบับหม้อดินเผาอาหารขึ้นชื่อของ เมืองคัปปาโดเกีย มาแล้วต้องลองให้ได้)
บ่าย นำท่านชม “พาซาแบค” (PASABAG VALLEY) หินทรงสูงใหญ่มีรูปร่างคล้ายเห็ดสามหัว เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่มีชื่อเสียงที่สุดของคัปปาโดเกีย อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการชมปล่องไฟสามเศียร ซึ่งถูกโอบล้อมไปด้วยหินธรรมชาติที่มีความสวยงามแปลกตา ได้เวลาอันสมควร นำท่านเดินทางสู่ DEVRENT VALLEY ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สามารถเห็นปล่องไฟนางฟ้าในรูปแบบต่างๆ นำท่านแวะ “ชมโรงงานทอพรม” “โรงงานเซรามิค” และ “ร้านจิวเวอร์รี่” สินค้าคุณภาพดี และขึ้นชื่อของประเทศตุรกี ให้เวลาท่านเลือกซื้อตามอัธยาศัยอิสระกับการเลือกซื้อสินค้า และของที่ระลึก
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านชมการแสดงพื้นเมือง “ระบำหน้าท้อง” (BELLY DANCE) อันเลื่องชื่อ ณ เมืองคัปปาโดเกีย ระบำหน้าท้องเป็นการเต้นรำที่เก่าแก่อย่างหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 6,000 ปี ในดินแดนแถบอียิปต์ และเมดิเตอร์เรเนียนนักประวัติศาสตร์เชื่อกันว่าชนเผ่ายิปซีเร่ร่อนคือคนกลุ่มสำคัญที่ได้อนุรักษ์ระบำหน้าท้องให้มีมาจนถึงปัจจุบัน และการเดินทางของชาวยิปซีทำให้ระบำหน้าท้องแพร่หลายมีการพัฒนาจนกลายเป็นศิลปะที่โดดเด่น สวยงามจนกลายมาเป็นระบำหน้าท้องตุรกีในปัจจุบัน
พักที่: UCHISAR KAYA HOTEL / นำท่านเข้าสู่ที่พักโรงแรมสไตลถ้ำ !! CAPPADOCIA หรือที่พักระดับใกล้เคียง
หมายเหตุ: กรณีห้องพักโรงแรมถ้ำเต็ม บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนเป็นโรงแรมเทียบเท่าระดับเดียวกันแทน
“OPTIONAL TOUR” สำหรับท่านที่ต้องการเก็บภาพยามเช้าแบบอันซีน
“ไม่รวมอยู่ในราคาทัวร์”
1. ทัวร์บอลลูน(Cappadocia Balloon Tours) ชมความสวยงามของเมืองคัปปาโดเกีย ออกจากโรงแรม ประมาณ 05.00 น. โดยรถท้องถิ่น สู่สถานีบอลลูน เพื่อเตรียมความพร้อมและฟังคำอธิบายถึงขั้นตอนความปลอดภัยในขึ้นบอลลูนเพื่อชมความสวยงามของเมืองคัปปาโดเกีย ใช้เวลาอยู่บนบอลลูนประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการขึ้นบอลลูนอยู่ที่ ท่านละ ประมาณ 280 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ (USD.) ขึ้นอยู่กับฤดูกาล โปรดทราบ
หมายเหตุ...ประกันอุบัติเหตุที่รวมอยู่ในโปรแกรมทัวร์ ไม่ครอบคลุมการขึ้นบอลลูน และ เครื่องร่อนทุกประเภท ดังนั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของท่าน
2. รถจี๊ป ทัวร์ (Jeep Tours) สำหรับท่านใดที่สนใจชมความสวยงามของเมืองคัปปาโดเกียบริเวณภาคพื้นดิน ออกจากโรงแรม ประมาณ 05.00 – 06.00 น. โดยมีรถท้องถิ่นมารับ เพื่อชมความสวยงามโดยรอบของเมืองคัปปาโดเกียบริเวณภาคพื้นดินในบริเวณที่รถเล็กสามารถตะลุยไปได้ ใช้เวลาอยู่บนรถจี๊ป ประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการนั่งรถจี๊ปอยู่ที่ ท่านละ 120 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ (USD)ขึ้นอยู่กับฤดูกาล โปรดทราบ
3. รถคลาสสิค ทัวร์ (Classic Tours) สำหรับท่านใดที่สนใจชมความสวยงาม ของเมืองคัปปาโดเกียบริเวณภาคพื้นดิน ออกจากโรงแรม ประมาณ 05.00 – 06.00 น. โดยมีรถท้องถิ่นมารับ เพื่อชมความสวยงามโดยรอบของเมืองคัปปาโดเกียบริเวณภาคพื้นดินในบริเวณที่รถเล็กสามารถตะลุยไปได้ ใช้เวลาอยู่บนรถคลาสสิค ประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการนั่งรถอยู่ที่ ท่านละ 100 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ (USD) ขึ้นอยู่กับฤดูกาล โปรดทราบ
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
นำท่านออกเดินทางสู่ “เมืองคอนย่า” (Konya) ระหว่างทาง แวะเที่ยวชม “คาราวานสไลน์” (Caravanserai) ที่พักกองคาราวานในอดีตของสุลต่านฮานี ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านสุลต่านฮานีสร้างโดยสุลต่านอาเลดดิน เคย์โคบาท ราวศตวรรษที่ 13 ประตูทำด้วยหินอ่อนสกัดลวดลายโบราณตรงกลางเป็นสุเหร่า ส่วนบริเวณอื่นจัดเป็นครัว โรงอาบน้ำ และห้องนอน โดยคำว่า “คาราวานสไลน์” หมายถึง ที่พักของผู้ที่ตรากตรำมาจากการเดินทาง โดยคาราวานสไลน์นั้น มักมีประตูสูงกว่าตัวอาคารมากเพื่อให้นักเดินทางมองเห็นได้แต่ไกล ได้เวลาสมควรนำท่านนออกเดินทางต่อสู่ เมืองคอนย่า(KONYA) เมืองที่นิยมใช้เป็นจุดพักของการเดินทางในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเซลจุกเติร์ก ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งแรกของชาวเติร์กในตุรกีหรือที่ยุคนั้นเรียก อนาโตเลีย เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย นำท่านชม “พิพิธภัณฑ์เมฟลานา” (MEVLANA MUSEUM) อาคารหลังใหญ่ที่มีโดมสีเขียวทรงแปลกตาหลังนี้แม้จะเป็นพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน แต่ในอดีตแล้วที่นี่คือสถานที่สำหรับประกอบ พิธีกรรมทางศาสนาอิสลามที่สร้างโดย “เมฟลานา เจลาลุดดีน รูมี” ( MEVLANA CELALEDDIN RUMI) และบรรดานักบวชในศาสนาจะใช้เป็นที่สวดมนต์ทำสมาธิด้วยวิธีการอดอาหารเพื่อทรมานตัวเองแล้วไปเดินหมุนวนเป็นวงกลมพร้อมกับการทำจิตให้สงบด้วยการฟังเสียงขลุ่ยเรียกวิธีนี้ว่า“WHIRLING DERVISHES” ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์จะมีสวนสวยริมทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหิน ส่วนพิพิธภัณฑ์ยังตกแต่งอย่างสวยงาม แต่ก็เป็นไปในรูปแบบของมุสลิมด้านหนึ่งของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเป็นสุสานของ เมฟลานา เจลาลุดดีน รูมี ผู้สร้าง ตลอดจนคนในครอบครัวและกลุ่มลูกศิษย์ผู้ติดตามรับใช้ใกล้ชิดท่านด้วย อีกทั้งในวันที่ 17 ธันวาคมของทุกปีจะมีการเฉลิมฉลองวันครบรอบการจากไปของเมฟลานาเมื่อปี ค.ศ.1271 / ได้เวลาสมควรนำท่านออกเดินทางสู่เมืองปามุคคาเล่
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
พักที่: BAYIR DIAMOND KONYA / หรือที่พักระดับใกล้เคียง(5 ดาว)
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
นำท่านเดินทางสู่ “ปามุคคาเล่” (PAMUKKALE) บ่อน้ำร้อนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้นมา โดยคำว่า “ปามุคคาเล่” ในภาษาตุรกี หมายถึง “ปราสาทปุยฝ้าย” PAMUK หมายถึง ปุยฝ้าย และ KALE หมายถึง ปราสาท เป็นน้ำตกหินปูนสีขาวที่เกิดขึ้นจากธารน้ำใต้ดิน ซึ่งเป็นที่มีแร่หินปูนผสมอยู่ในปริมาณที่สูงมาก ไหลรินลงมาจากภูเขา “คาลดากึ” นำท่านชม “นครโบราณเฮียราโพลิส” หรือนครศักดิ์สิทธิ์ (HIERAPOLIS) สันนิษฐานกันว่ามีอายุประมาณ 2,200 ปี เพราะถูกสร้างขึ้นก่อนคริสตกาล ในยุคของกษัตริย์ยูเมเนสที่ 2 แห่งอาณาจักรเพอร์กามอน โดยสร้างให้อยู่ใกล้กับแอ่งน้ำแร่ร้อนปามุคคาเล่ แต่หากถอดความคำว่าเฮียราโพลิส หมายถึง เมืองแห่งความศักดิ์สิทธ์ เช่นเดียวกับเมืองทุกเมืองที่มียุครุ่งโรจน์และยุคเสื่อมถอยเฮียราโพลิสเองก็เป็นแบบนั้น หลังจากเมืองนี้ถูกยกให้พวกโรมัน ก็เกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงจนเมืองย่อยยับ ประมาณปลายศตวรรษที่ 2 เฮียราโพลิส ค่อยๆถูกบูรณะฟื้นฟูขึ้นใหม่ จนก้าวสู่ศตวรรษที่ 3 ด้วยความรุ่งโรจน์สุดๆแต่เวลาเคลื่อนไปถึงศตวรรษที่ 7 ก็ถึงยุคเสื่อม เมื่อถูกข้าศึกต่างถิ่นรุกราน นอกจากนี้ยังได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านชม “ปราสาทปุยฝ้าย” (COTTON CASTLE) เมืองแห่งน้ำพุเกลือแร่ร้อน มีหน้าผาที่ขาวกว้างใหญ่ด้านข้างของอ่างน้ำ เป็นรูปร่างคล้ายหอยแครงและน้ำตกแช่แข็ง ถ้ามองดูจะดูเหมือนสร้างจากหิมะ เมฆหรือปุย ฝ้าย น้ำแร่ที่ไหลลงมาแต่ละชั้นจะแข็งเป็นหินปูน ห้อยย้อยเป็นรูปร่างต่าง ๆ อย่างมหัศจรรย์ น้ำแร่นี้ มีอุณหภูมิประมาณ 33-35 องศาเซลเซียส ประชาชนจึงนิยมไปอาบหรือนำมาดื่ม เพราะเชื่อว่ามีคุณสมบัติในการรักษาโรคหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ ความดันโลหิตสูง โรคทางเดินปัสสาวะ และโรคไต ในอดีตกาลชาวโรมันเชื่อว่าน้ำพุร้อนสามารถรักษาโรคได้ ในปี ค.ศ.1988 เมืองเฮียราโพลิสและปามุคคาเล่ได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรม
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร เมนูซีฟู้ด
พักที่: PAMUKKALE KAYA THERMAL / หรือที่พักระดับใกล้เคียง(5 ดาว)
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
นำท่านเดินทางสู่ มหานครโบราณยุคสมัยกรีกและโรมัน “เอเฟซุส” (EPHESUS) ที่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 2,500 ปี ถูกสร้างขึ้นก่อนยุคคริสตกาล นำท่านเข้าชม “เมืองโบราณเอเฟซุส” หรือ เอเฟส เมืองโบราณยุคกรีกโรมัน เป็นเมืองเก่ายุคจักรวรรดิโรมันที่ถือว่าเจริญรุ่งเรืองด้วยศิลปะวิทยาการ มีระบบวางท่อน้ำ หอสมุด และอื่นๆรวมทั้งโรงละครใหญ่ทรงโค้งแบบพิมพ์นิยมของกรีกโบราณ มีลานกว้างตรงกลาง แบ่งที่นั่งคนดูเป็น 3 ชั้นตามระดับความสำคัญไล่ไปจนถึงคนธรรมดาสามัญ ใช้เป็นที่เป็นที่ประชุม จัดแสดงละครและการต่อสู้สิงสาราสัตว์ของเหล่าทาส
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย นำท่านเข้าชมบ้านพระแม่มาเรีย(House of Virgin Mary) หรือที่รู้จักกันในชื่อ House of the Virgin Mary เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ในตุรกี ใกล้กับเมือง Selcuk ใกล้กับซากปรักหักพังของเมืองเอเฟซัส เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์และศาสนาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและตำนานของพระแม่มารี ตามตำนาน พระแม่มารีเคยใช้ชีวิตช่วงปีสุดท้ายในบ้านหลังนี้หลังจากการตรึงกางเขนของพระเยซู นำท่านเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านซิรินเช่(Sirince)(Unseen) เป็นหมู่บ้านของชาวกรีซที่เคยอยู่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ ก่อนที่จะมีการแลกเปลี่ยนพลเมืองกันระหว่างตุรกีและประเทศกรีซ ที่มีลักษณะบ้านเรือนในแบบชาวกรีกแท้ๆ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก แสดงให้เห็นถึงมรดกทางประวัติศาสตร์และทางวัฒนธรรมผ่านทางโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม ปัจจุบันชาวตุรกีที่ย้ายมาจากประเทศกรีซได้เข้าอยู่อาศัยและได้รับการพัฒนาจนเป้นแหลางท่องเที่ยวยอดนิยมของคนท้องถิ่นและชาวต่างชาติ ท่านสามารถทดลองชมแกแฟตุรกี (Turkist Coffee) หรือขนมท้องถิ่นแบบดั้งเดิมได้จากหมู่บ้านแห่งนี้ จากนั้น เข้าชม “โรงงานเครื่องหนัง” ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังของประเทศตุรกี ได้เวลาอันสมควร นำท่านออกเดินทางสู่ “เมืองอิซเมียร์” (KUSADASI)
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
พักที่: KAYA THERMAL IZMIR / หรือที่พักระดับใกล้เคียง(5 ดาว)
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านออกเดินทางสู่ “เมืองทรอย” (Troy) ปัจจุบันกรุงทรอย ได้ตั้งอยู่ในเมืองชานัคคาเล่ ซึ่งได้มีการขุดค้นซากกรุงทรอยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 4,000 ปีซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก โดยนักโบราณคดีชาวเยอรมันชื่อเฮนริค ชไลแมนน์ (Heinrich Schliemann) ในปี 1870 ปัจจุบันเหลือเพียงซากที่ทับถมซ้อนกันถึง 9 ชั้น และอนุสรณ์อันยิ่งใหญ่อย่างม้าไม้เมืองทรอย
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย หลังอาหารชม “ม้าไม้จำลองเมืองทรอย” ที่ชื่อว่า “ม้าไม้โทรจัน” ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์อันชาญฉลาดด้านกลศึกของนักรบโบราณซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้กรุงทรอยแตก สงครามม้าไม้ เป็นสงครามที่สำคัญตำนานของกรีกและเป็นสงครามระหว่างกองทัพของชาวกรีกและกรุงทรอยหลังจากสู้รบกันเป็นเวลาสิบปี กองทัพกรีกก็ได้คิดแผนการที่จะตีกรุงทรอย โดยการสร้างม้าไม้จำลองขนาดยักษ์ที่เรียกว่าม้าไม้เมืองทรอย ได้เวลาอันสมควร ออกเดินทางสู่ “เมืองชานัคคาเล่” (anakkale) ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เดิมมีชื่อว่า “โบกาซี”( Bogazi) หรือ เฮลเลสปอนต์ (Hellespont) ตั้งอยู่บนจุดแคบที่สุดของช่องแคบดาร์ดาแนลส์ใกล้กับแหลมเกลิโบลูบนฝั่งของทะเลมาร์มาร่าและติดกับทะเลอีเจียน โดยมีชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากมีซากโบราณสถานที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยโรมันหลายแห่ง อิสระทุกท่านเดินเล่นหรือเลือกซื้อของที่ระลึกตามอัธยาศัย
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
พักที่: KOLIN HOTEL / หรือที่พักระดับใกล้เคียง(5 ดาว)
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
จากนั้นนำท่านออกเดินางสู่กรุงอิสตันบูล หรือคอนสแตนติโนเปิล เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศตุรกีและทวีปยุโรป เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของประเทศตุรกี อิสตันบูลเป็นเมืองเชื่อมทวีปยูเรเชียโดยตั้งระหว่างช่องแคบบอสฟอรัส (ซึ่งแยกยุโรปและเอเชีย) ระหว่างทะเลมาร์มาราและทะเลดำ เมืองอิสตันบูลมีชื่อเสียงทางด้านศูนย์กลางการค้าและประวัติศาสตร์ของฝั่งยุโรป ประมาณหนึ่งในสามของประชากรอาศัยอยู่ทางอานาโตเลียหรือฝั่งทวีปเอเชีย โดยมีประชากรทั้งหมดประมาณ 15 ล้านคน อิสตันบูลเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโดยจัดว่าเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลกและเป็นเมืองในยุโรปที่ใหญ่ที่สุด เมืองเป็นศูนย์กลางการปกครองของเทศบาลนครอิสตันบูล อิสตันบูลถือว่าเป็นสะพานเชื่อมระหว่างซีกโลกตะวันออกและตะวันตก
เที่ยง บริการอาหารมื้อกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย นำทุกท่าน “ล่องเรือชมช่องแคบบอสฟอรัส” (BOSPHORUS CRUISE) ถือเป็นหนึ่งในช่องแคบเลื่องชื่ออันดับต้นๆของโลก เป็นพรมแดนธรรมชาติที่แบ่งอิสตันบูลออกจากยุโรปและเอเชีย ซึ่งเป็นช่องแคบที่เชื่อมต่อกับทะเลดำ (THE BLACK SEA) เข้ากับทะเลมาร์มาร่า (SEA OF MARMARA) ความยาวทั้งสิ้นประมาณ 32 ก.ม. ความกว้างตั้งแต่ 500 เมตร จนถึง 3 ก.ม. ถือว่าสุดขอบของทวีปยุโรปและสุดขอบของทวีปเอเชียมาพบกันที่นี่ ระหว่างการล่องเรือ ผ่านชม พระราชวังโดลมาบาเชห์ สร้างโดย สุลต่านอับดุล เมซิด (ABDUL MECIT) ในปี 2399 ใช้เวลาสร้างถึง 30 ปี สร้างด้วยหินอ่อน ศิลปะแบบตะวันออกผสมผสานกับตะวันตก ตัวอาคารยาวถึง 600 เมตร ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลมาร์มาราในช่องแคบบอสฟอรัสบนฝั่งทวีป ยุโรป / นำท่านสู่ “แกรนด์บาซาร์” (GRAND BAZAAR) ตลาดช้อปปิ้งที่ใหญ่และโด่งดังที่สุดในตุรกีเป็นตลาดสไตล์เตอร์กิชแท้ ๆ ภายในตลาดตกแต่งไว้อย่างสวยงามและเป็นตลาดเก่าแก่เปิดมานานกว่า 1,500 ปี ซึ่งสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1453 มีเนื้อที่ทั้งหมดเกือบ ๆ 200 ไร่ มีร้านค้าขายของต่าง ๆ มากถึง 5,000 ร้านค้า ที่ตลาดแกรนด์บาซ่าร์มีสินค้าให้เลือกมากมายไม่ว่าจะเป็นของกินเล่นขนมของตุรกีที่หาซื้อจากที่ไหนไม่ได้ ของที่ระลึกที่แนะนำก็จะเป็น ลูกปัดตาปีศาจ เครื่องราง ชา ผลไม้อบแห้ง ถั่วหลากชนิด เช่น ถั่วแมคคาดาเมีย พิตาชิโอ หรือจะเป็นขนมหวาน เตอร์กิสดีไลต์ เครื่องเทศ เซรามิก จาน ชาม แจกัน เครื่องดนตรีพื้นเมือง โคมไฟ พวงกุญแจหรือกระเบื้องเพนท์ติดผนัง และของที่ระลึกอื่นอีกมากมาย
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
พักที่: Radisson Hotel Istanbul Merter / หรือที่พักระดับใกล้เคียง(5 ดาว)
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
นำท่านชม “ฮิปโปโดรม” (Hippodrome) หรือสนามแข่งม้าโบราณ ซึ่งมีเสาโอเบลิสค์ซึ่งเหลือแค่ส่วนปลายที่ยาว 20 เมตร มีงานแกะสลักอันมีความหมายและมีค่ายิ่ง นำท่านเข้าชม “สุเหร่าสีน้ำเงิน” (Blue Mosque) หรือชื่อเดิม คือ สุเหร่าสุลต่านห์อาร์เหม็ดที่ 1 (Sultan Ahmet Mosque) ** การเข้าชมสุเหร่าทุกแห่ง ขอความร่วมมือจากทุกท่านในการแต่งกายเรียบร้อย ด้านในต้องถอดรองเท้า ถอดหมวก ถอดแว่นตาดำ เป็นการเคารพสถานที่ ถ่ายรูปได้ ห้ามส่งเสียงดัง และกรุณาทำกิริยาให้สำรวม สำหรับผู้หญิง แนะนำควรมีผ้าคลุมผม ** สุเหร่านี้สร้างในปี 2152 และเสร็จปี 2159 (1 ปีก่อนสุลต่านอาห์เหม็ดสิ้นพระชนม์ด้วยอายุเพียง 27 พรรษา) มีหอเรียกสวด อยู่ 6 หอ เป็นหอคอยสูงให้ผู้นำศาสนาขึ้นไปตะโกนร้องเรียกจากยอด เพื่อให้ผู้คนเข้ามาสวดมนต์ตามเวลาในสุเหร่า ชื่อสุเหร่าสีน้ำเงินภายในประดับด้วยกระเบื้องสีฟ้าจากอิซนิค ลวดลายเป็นดอกไม้ต่างๆ เช่น กุหลาบ ทิวลิป คาร์เนชั่น เป็นต้น ตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา ภายในมีที่ให้สุลต่านและนางในฮาเร็มทำละหมาดและสวดมนต์โดยเฉพาะ มีหน้าต่าง 260 บาน สนามด้านหน้าและด้านนอกจะเป็นที่ฝังศพของกษัตริย์และพระราชวงศ์และจะมีสิ่งก่อสร้างที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทั่วไป เช่น ห้องสมุด โรงพยาบาล โรงอาบน้ำ ที่พักกองคาราวาน โรงครัวสาธารณะคุลิเรีย (KULLIYE) จากนั้นนำทุกท่านแวะถ่ายรูปบริเวณโดยรอบ สุเหร่าเซนต์โซเฟีย (SAINT SOPHIA) หรือ โบสถ์ฮาเจียโซเฟีย 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง ปัจจุบันเป็นที่ประชุมสวดมนต์ของชาวมุสลิม ในอดีตเป็นโบสถ์ทางศาสนาคริสต์พระเจ้าจักรพรรดิคอนสแตนติน เป็นสั่งให้ผู้สร้างเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่13 ใช้เวลาสร้าง 17 ปี ก่อนเดินทางกลับ
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร “Beef Steak at Nusr-Et” สเต๊กเนื้อ ชื่อดังของตุรกี พร้อมเครื่องดื่ม ท่านที่ไม่ทานเนื้อสามารถเปลี่ยนเป็นเนื้อไก่, ปลาหรือแกะแทน
บ่าย จากนั้นนำท่านเข้าชม “พระราชวังทอปคาปึ” (Tpkapi Palace) ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าซึ่งถือเป็นเขตประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985 พระราชวังทอปคาปึ สร้างขึ้นโดยสุลต่านเมห์เมตที่ 2 ในปี ค.ศ.1459 บนพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 4 ลานกว้าง และมีอาคารขนาดเล็กอีกจำนวนมาก ณ จุดที่สร้างพระราชวังแห่งนี้สามารถมองเห็นช่องแคบบอสฟอรัสโกลเดนฮอร์นและทะเลมาร์มาร่าได้อย่างชัดเจน ในช่วงที่เจริญสูงสุดของอาณาจักรออตโตมัน พระราชวังแห่งนี้มีราชวงศ์และข้าราชบริพารอาศัยอยู่รวมกันมากถึงสี่พันกว่าคน นำท่านเข้าชมส่วนของท้องพระโรงที่เป็นที่จัดแสดงทรัพย์สมบัติ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์เครื่องเงินต่างๆ มากมาย ปัจจุบันพระราชวังทอปกาปึกลายเป็น พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ใช้เก็บมหาสมบัติอันล้ำค่าอาทิ เช่น เพชร 96 กะรัต กริชทองประดับมรกต เครื่องลายครามจากจีน หยก มรกต ทับทิม และเครื่องทรงของสุลต่านในแต่ละยุคสมัย จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ตลาดเครื่องเทศ(Spice Market) ตลาดที่รวบรวมขนม, ของกิน, เครื่องเทศและถั่วชนิดต่างๆไว้มากที่สุดในประเทศตุรกี ท่านสามารถเลือกซื้อถั่วพิตตาชิโอ, ฮัซเซลนัท, ขนมเตอร์กิส ดีไลท์, บัคราวา และขนมที่มีชื่อเสียงของตุรกีได้อย่างเต็มที่
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
พักที่: Radisson Hotel Istanbul Merter / หรือที่พักระดับใกล้เคียง(5 ดาว)
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
หลังอาหารนำท่านเข้าชม “พระราชวังโดลมาบาเช” (Dolmabahe Palace) พระราชวังแบบโมโนบล็อกที่ใหญ่ที่สุดในตุรกี ตั้งอยู่บนชายฝั่งยุโรปของช่องแคบบอสฟอรัส สะท้อนภาพอันชัดเจนของยุครุ่งเรืองของจักรวรรดิออตโตมัน ประกอบด้วยห้อง 258 ห้อง และห้องโถง 46 ห้อง ก่อสร้างพระราชวังแห่งนี้เป็นแนวคิดของสุลต่านอับดุลเมจิดที่ 1 ผู้ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยานที่จะรวบรวมแก่นแท้ของยุคสมัยไว้อย่างครบถ้วน พระราชวังโดลมาบาเชมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในฐานะที่ประทับอย่างเป็นทางการของสุลต่าน 6 พระองค์ และกาหลิบ 1 พระองค์ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมออตโตมันที่งดงามที่สุด เสน่ห์อันสง่างามของพระราชวังยิ่งโดดเด่นด้วยทองคำ 14 ตันที่ประดับประดาบนเพดานและโครงสร้างต่างๆ หนึ่งในจุดเด่นที่สุดของพระราชวังแห่งนี้คือโคมระย้าคริสตัลสไตล์โบฮีเมียนอันงดงาม
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย หลังอาหาร นำทุกท่านเดินทางสู่ ท่าอากาศยานอิสตันบูล อาตาตูร์ก
16.30 เหิรฟ้ากลับสู่ กรุงเทพฯ โดยสายการบินเตอร์กิส แอร์ไลน์ แอร์เวย์ เที่ยวบินที่ TK058
06.05 เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ
เงื่อนไขการสำรองที่นั่ง และการชำระเงิน
46/263 ซอยนิมิตใหม่ 40 ถนนนิมิตใหม่ แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ 10510
ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า
ค้นหาโปรแกรมทัวร์
หน้าหลัก
ขอใบเสนอราคา